a

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adicing elit ut ullamcorper. leo, eget euismod orci. Cum sociis natoque penati bus et magnis dis.Proin gravida nibh vel velit auctor aliquet. Leo, eget euismod orci. Cum sociis natoque penati bus et magnis dis.Proin gravida nibh vel velit auctor aliquet.

  /  Project   /  Blog: AI กับความเป็นไปได้ทางสภาพอากาศของไทย

Blog: AI กับความเป็นไปได้ทางสภาพอากาศของไทย


Go to the profile of R.Phot

ปี 2016 การจัดประชุมของสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ได้หัวข้อและถอดบทเรียนจากสถานการณ์ปัจจุบันออกมาว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” ซึ่งมีหัวข้อที่ท้าทายความความสามารถในการมองอนาคตของเราอีกครั้ง กระทั่งความเชื่อ และจริยธรรมในความเป็นมนุษย์

ต่อมาในปี 2018 การประชุมได้จัดขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้เป็นหัวข้อ “ทางรอดใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” ซึ่งทั้งสองหัวข้อนี้ได้มีการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือให้หาอ่านกันได้ เล่มล่าสุดนี้นำเอาผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาหรือแทบทุกศาสตร์ที่มีอยู่บนโลกมาร่วมออกความเห็นถึงการรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ในหัวข้อนี้จะมาเล่าถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังจะเปลี่ยนโลกนั่นคือ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) กับงานด้านสภาพอากาศ ในยุคแรกของงานด้านการพยากรณ์อากาศนักวิทยาศาสตร์พยายามเก็บข้อมูลพื้นที่ตัวอย่างว่ามีสิ่งใดบ้าง เช่น ป่าไม้ พืชกี่ชนิด สัตว์กี่ชนิด ก่อนจะนำไปแปลงเป็นสมการคณิตศาสตร์สุดซับซ้อนแล้วให้คอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นช่วยคำนวน

ผลปรากฏว่าการคาดการในช่วงสั้นๆ ได้ผลแม่นยำ ทว่ายิ่งคาดการณ์ระยะเวลาที่นานขึ้นเป็น 1 สัปดาห์ 1 เดือน ความคลาดเคลื่อนจะสูงขึ้นจนสภาพอากาศที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับการคาดการณ์เลยแม้แต่น้อย ภายหลังนักวิทยาศาสาตร์สรุปว่า ปัจจัยเล็กๆที่ควบคุมไม่ได้อาจก่อผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในระบบอากาศขนาดใหญ่ได้ อย่างเช่นการกระพือปีกของนกหนึ่งฝูงพร้อมๆกัน ส่งผลต่อการก่อเมฆในบริเวณนั้นได้ นำไปสู่ทฤษฎีที่เราคุ้นหูอย่าง Butterfly Effect

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อทำงานด้านสภาพอากาศ ทว่าเมื่อเทคโนโลยีสูงขึ้นเราก็ได้ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนหรืออากาศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อความแแปรปรวนซับซ้อนมีสูงขึ้นการให้นักคณิตศาสตร์มาออกแบบสมการซับซ้อนใหม่ทุกๆครั้งดูจะเป็นงานที่ยากลำบากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จึงเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเรา

หากมองข้ามว่ากระบวนการเก็บข้อมูลมีคุณภาพ และมีประสิทธิผล หากมองข้ามความลำเอียงหรือผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมืองใดๆ การพัฒนา AI เพื่อจุดประสงค์ดีงามเพื่อมนุษยชาติ เพื่อจริยธรรม เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนอย่างแท้จริง ก็ยังมีความหวังและมีความเป็นไปได้

AI ด้านสภาพอากาศหากพัฒนาขึ้นอย่างถูกวิธี ส่วนหนึ่งของระบบจะสามารถรับรู้ ปรับเปลี่ยนสมการภายในและแยกแยะบริบทเองได้ว่าควรคิดคำนวณแบบใด ควรเรียนรู้จากจุดใดเป็นจุดแรกเพื่อให้ได้การคาดการณ์สภาพอากาศที่แม่นยำที่สุด แบ่งเบาผ่อนแรงเหล่านักวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ “หาก” เกิดความร่วมมือที่หวังผลต่อสาธารณะชนจริงๆ AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นด้านสภาพอากาศ และผลกระทบ จะส่งผลเชื่อมโยงในด้านข้อมูลและเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น ภาคเกษตร การสาธารณะสุข อุตสาหกรรมสิ่งปลูกสร้างทั้งในแง่สถาปนิก และวิศวกรรม การจัดการพลังงาน การจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร ไลฟ์สไตล์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯลฯ

ในต่างประเทศเกิดขึ้นแล้วในภาคเอกชนที่บริษัทใหญ่ๆเริ่มหันมาสร้างความร่วมมือเทข้อมูลการรวมกันแล้วใช้ประโยชน์จาก AI ในการประมวผลร่วมกัน บางแห่งมีข้อมูลมากพอจะทำนาย “งาน” ในอนาคตแล้วเริ่มสร้างหลักสูตรพัฒนาทักษะรอไว้ตั้งแต่ตอนนี้ บางแห่งคิดไปถึงอนาคตว่าหากวันหนึ่งเราไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นโลกได้ ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็แล้วแต่ เราจะไปอาศัยอยู่ที่ใดฯลฯ

ในประเทศไทยของเราเองคำว่า AI กำลังจะถูกจัดเข้าสู่หมวด “คำเสียของ” เพราะก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินคำว่า “สมาร์ท” “4.0” กลุ่มคำที่มาระยะหลังอย่าง “BigData” “Machine Learning” รวมถึง “AI” เนื่องจากว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดที่จะนำข้อมูลการแลกเปลี่ยนและใช้ระบบอย่างจริงจัง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบข้อมูลของสาธารณะของไทยเรา ยังได้รับการดูแลจัดการที่ไม่ดีพอ หากดีจริงหรือมีประสิทธิผลดีจริงเหตุใดเราจึงยังมีรายงานข่าว น้ำปะปาเข้าไม่ถึง ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ถนนหนทางยังไม่เรียบร้อย ผู้คนตกหล่นจากการดูแลและเข้าถึงจำนวนมาก แต่อีกฝั่งหนึ่งผู้ถือข้อมูลกลับมีตัวเลขที่สวยหรูเพียงพอจะตอบได้ว่า “เราทำแล้ว”

ในภาคเอกชนมีการทำข้อมูลและยกเครื่องระบบกันใหม่ให้เป็น Digital เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างและพัฒนาAI ทว่าเมื่อมองกลับมาที่ภาครัฐ ระบบของเรายังคงเป็นกระดาษจำนวนมาก การเข้ามาของระบบออนไลน์ยังไม่ตอบโจทย์หรือต่างคนต่างทำ ยังไม่ต้องพูดถึงการทำ BigData เลยเพราะข้อมูลที่มีอยู่มากแต่ไม่นำมาใช้ร่วมกัน มีค่าเท่ากับ “ไม่มี”

สำหรับโจทย์ตามหัวข้อของเราคือ “ความเป็นไปได้” เรื่องAI ด้านงานสาธารณชนของไทยนั้น คงต้องตอบว่าเป็นไปได้ยาก หากใครมีประสบการณ์การทำงานภาคสนามจะพบว่าข้อมูลตั้งแต่ต้นทางคือนโยบายไม่สอดรับกัน การปฏบัติจริงจึงเป็นไปคนละทิศทาง ทั้งตัวข้อมูลหลายครั้งที่พบว่าไม่มีคุณภาพมากพอจะนำเข้าระบบเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเครื่องจักร

ข้อมูลสภาพอากาศของไทยเรายังคงถูกถือด้วยหน่วยงานไม่กี่แห่งซึ่งในหลายครั้งที่ต้องรับมือกับสถานการณ์บางอย่างข้อมูลกลับไม่ตรงกัน หากมองลงไปถึงระดับปฏิบัติการจะพบอีกว่ามีรูปแบบการทำงาน ความเชี่ยวชาญและระเบียบปฏิบัติที่ต่างกันอย่างชัดเจนจนข้อมูลที่เกิดขึ้นนั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง และยิ่งยากต่อการนำมาบูรณาการ ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้าระบบเพื่อพัฒนาAI เพียงทำให้ข้อมูลที่ตรงกันของแต่ละหน่วยงานก็เป็นไปได้ยากแล้ว

พวกเราทำได้เพียงตื่นตัว หรือลุกขึ้นมาด้วยภาคเอกชน ภาคประชนกันเอง แม้จะมีศักยภาพน้อย(จริงๆเป็นหน้าที่รัฐ) ทว่าการเกิดขึ้นและความตื่นตัวก็ไม่อาจมองข้ามได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ภาคเอกชนและประชาชนจะร่วมมือกันเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกันหรือไม่ หากตัดเรื่องผลกำไร เรื่องความคุ้มค่าคืนทุน จะยังเป็นไปได้หรือไม่ในสังคมไทย?

แม้ความหวังจะริบหรี่แต่ก็ยังมีความหวัง ข้อเขียนนี้ไม่ได้ต้องการการดราม่าทางการเมือง เพียงแต่ต้องการให้ทุกคนหันมารับมือกับปัญหาใน “โลกจริง” ที่ธรรมชาติไม่ได้ส่งสัญญาณอีกต่อไป แต่ธรรมชาติได้ทำให้เห็นแล้วว่า หากไม่เกิดการปรับตัว “ร่วมกัน” หรือมองไปในทิศทางเดียวกัน AI หรือผู้ช่วยอัจฉริยะในประเทศไทย ก็ยังคงอยู่แต่ในความฝันต่อไป…

Source: Artificial Intelligence on Medium

(Visited 4 times, 1 visits today)
Post a Comment

Newsletter